ชาติ กอบจิตติ

ประวัติย่อ

ชาติ กอบจิตติ เกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2497 ที่บ้านริมคลองหมาหอน ตำบลบ้านบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นบุตรคนที่สอง ในจำนวนพี่น้องผู้หญิง คน และผู้ชาย คน รวมเก้าคน ชื่อเดิมคือสุชาติ แต่เขาเห็นว่าคนใช้ชื่อนี้กันมาก จึงเปลี่ยนมาเป็น "ชาติ" พ่อของเขาเป็นพ่อค้าขายเกลือเม็ด ส่วนแม่ขายของเล็กๆน้อยๆ ต่อมาพ่อก็ไปค้าทราย และขายของชำ

 

 

          เขาเริ่มเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดใหญ่ บ้านปอ แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเอกชัยในจังหวัดเดียวกัน เพราะไปอยู่กับยายชั่วคราว เมื่อพ่อไปค้าทรายที่ราชบุรี เขามาเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ที่โรงเรียนปทุมคงคาเมื่อ พ.ศ.2509 โดยอาศัยอยู่กับพระซึ่งเป็นเพื่อนของอาที่วัดตะพาน หรือวัดทัศนารุณ มักกะสัน พอเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปี่สามแล้วก็เรียนต่อเพาะช่าง ในสาขาภาพพิมพ์

 

เนื่องจากเป็นคนชอบวาดรูป ชอบเขียนหนังสือ ฝันใฝ่ที่จะเป็นนักประพันธ์ เรื่องสั้นเรื่องแรก คือ เรื่อง "นักเรียนนักเลง" เขียนลงในหนังสืออนุสรณ์ปทุมคงคา 2512    ได้มีโอกาสเขียนบทละครแสดงที่เพาะช่างมากกว่าสิบเรื่องบางเรื่องได้แสดงเองด้วย  ตอนที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 เคยสมัครไปทำงานเปิดบาร์อะโกโก้  ที่ถนนพัฒน์พงษ์  เพื่อหางานเรียน พ.ศ. 2515 ช่วงเรียนชั้นปีที่  3  ศิริพงษ์  อยู่ชวนไปทำอาร์ตเวิร์คหนังสือ  เสนาสาร  ยุคดารา  อยู่ระยะหนึ่งและได้เขียนวิจารณ์โทรทัศน์

 

เขาแต่งงานเมื่อ พ.ศ.2520 กับเพื่อนสาวที่เรียนจบเพาะช่างมาด้วยกัน ชื่อ รุจิรา เตชะศีลพิทักษ์ ซึ่งรับราชการอยู่กองโบราณคดี  แผนกซ่อมจิตรกรรมฝาผนัง  กรมศิลปากร  แล้วลาออก  ซึ่งต่อมาได้ช่วยกันทำกระเป๋าไปฝากขายตามห้าง ซึ่งมีรายได้ดี เคยได้รวมงานกับรุ่นน้องที่เพาะช่างทำสำนักพิมพ์ สายธาร  พิมพ์หนังสือออกมาหลายเล่ม วันหนึ่งได้นำเรื่องสั้นชื่อว่า ผู้แพ้ มาให้เรืองเดช อ่านซึ่งตอนนั้นเรืองเดชได้รวมงานกันอยู่  เรืองเดชได้อ่านแล้วเห็นว่าเรื่องนี้ดีเลยส่งไปให้สุชาติสวัสดิ์ศรีที่กำลังทำ  โลกหนังสือ  อยู่ในขณะนั้นพิจารณา  ปรากฏว่าเรื่องสั้น ของชาติ  กอบจิตติ  ได้ลงพิมพ์ในโลกหนังสือฉบับเรื่องสั้นชุด  คลื่นหัวเดิ่ง เมื่อพ.ศ.2522  และเป็นหนึ่งในสองเรื่องที่ได้รับรางวัล ช่อการะเกด  ของสุชาติ  สวัสดิ์ศรี ซึ่งถือกันว่าเป็นรางวัลที่ได้มาตรฐานมากที่สุดรางวัลหนึ่งและเรื่องเดี่ยวกันนี้  ยังได้รางวัลชมเชยจากการคัดเลือกเรื่องสั้นดีเด่นประจำปี  2522 ของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

 

            ระหว่างพ.ศ. 2532  2535 ได้เดินทางไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย  ได้มีผลงานออกมาจากการเขียนเรื่องสั้นบันทึกชีวิตที่นั้นบางเรื่อง จนพ.ศ. 2536  ก็จัดพิมพ์นวนิยายเรื่อง  เวลา  โดยสำนักพิมพ์  หอน  ของตัวเอง  ปรากฏว่าได้รับรางวัลซีไรต์  ประจำปี  2537  นับเป็นนักเขียนคนแรกที่ได้รับรางวัลซีไรต์ซ้ำเป็นครั้งที่ 2 และเรื่องเดียวกันนี้ได้รับรางวัลนวนิยายดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติและกระทรวงศึกษาธิการประจำปี 2537

 

ปัจจุบัน เขาทั้งคู่ไม่มีบุตรด้วยกัน จึงใช้ชีวิตอยู่เงียบๆที่ไร่ในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาเขาทำงานด้านการเขียนเพียงอย่างเดียว นอกจากเรื่องสั้นและนวนิยายแล้ว  ในระยะหลังยังเขียนบทความและบทภาพยนตร์เพิ่มขึ้น 

 

 

 

งานเขียนครั้งแรก

 

-          เรื่องสั้นเรื่องแรก คือ เรื่อง "นักเรียนนักเลง" เขียนลงในหนังสืออนุสรณ์ปทุมคงคา2512

 

ผลงานรวมเล่ม

 

-          ทางชนะ : 2522 เรื่องสั้นกึ่งนิยาย

-          จนตรอก : 2523 นวนิยายขนาดสั้น

-          คำพิพากษา : 2524 (รางวัลซีไรต์) นวนิยาย

-          เรื่องธรรมดา : 2526 เรื่องสั้นขนาดยาว

-          มีดประจำตัว : 2527 รวมเรื่องสั้นชุดที่ 1

-          หมาเน่าลอยน้ำ พ.ศ. 2530    นวนิยายขนาดสั้น

-          พันธุ์หมาบ้า : 2531 นวนิยายขนาดยาว

-          นครไม่เป็นไร : 2532 รวมเรื่องสั้นชุดที่ 2

-          เวลา : 2536 (รางวัลซีไรต์) นวนิยาย

-          บันทึก : บันทึกเรื่องราวไร้สาระของชีวิต : 2539 ความเรียง-บันทึก

-          รายงานถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตี : 2539 เรื่องสั้นขนาดยาว

-          เปลญวนใต้ต้นนุ่น : 2546 รวมบทความของ ชาติ จากนิตยสารสีสัน 2542-2546

-          ลมหลง : 2543 บทภาพยนตร์

-          บริการรับนวดหน้า : 2548 รวมเรื่องสั้นชุดที่ 3

 

 

งานที่ได้รับรางวัล

 

-          เรื่องสั้นเรื่อง ผู้แพ้ ได้รับรางวัล ช่อการะเกดและรางวัลชมเชยจากการคัดเลือกเรื่องสั้นดีเด่นประจำปี 2522จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

-          คำพิพากษา : 2524 (รางวัลซีไรต์) นวนิยายพิมพ์เผยแพร่มากกว่า20 ครั้ง

-          นวนิยายเรื่อง เวลา พ.ศ. 2536  ได้รับรางวัลซีไรท์ เป็นครั้งที่ ปี 2537 และได้รับรางวัลนวนิยายดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการประจำปี 2537

 

 

ปัจจุบัน

 

          ปัจจุบัน  ชาติ  กอบจิตติ  กับภรรยาซึ่งไม่มีบุตรด้วยกัน  ไปใช้ชีวิตเงียบๆ  อยู่ในไร่ที่อำเภอปากช่อง  จังหวัดนครราชสีมา  และทำงานประพันธ์เป็นอาชีพเพียงอย่างเดียวนอกจากเรื่องสั้นและนวนิยายแล้ว  ในระยะหลังยังเขียนบทความและบทภาพยนตร์เพิ่มขึ้นด้วย

 

comments