ชุ่ม ณ บางช้าง

ประวัติย่อ

          เกิดวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2440 ที่จังหวัดสมุทรสงคราม  เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวน 4 คนของนายเฉยและนางสาย  ณ บางช้าง พออายุ 3 ขวบครอบครัวได้อพยพไปอยู่ที่ลพบุรีซึ่งเป็นถิ่นเดิมของมารดา  เรียนหนังสือที่วัดเสาธงทอง  จังหวัดลพบุรี ตั้งแต่ชั้นมูลจนจบชั้นมัธยมปีที่ 3  โดยใช้เวลาเรียน 9 ชั้น เพียง 3  ปี  และสอบได้คะแนนสูงสุด  เรียนจบจึงไปต่อมัธยมปีที่ 4 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย  กรุงเทพฯ  จบมัธยมปีที่ 8 เมื่อพ.ศ. 2460  โดยมีผลการเรียนดีเด่นได้นั่ง โต๊ะพระราชทาน  จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  สำหรับนักเรียนที่สอบได้ที่ 1 ทุกปี

 

            ได้ไปเป็นครูที่วัดราชาธิวาส 1 ปี  พระองค์เจ้าบวรเดช  อุปราชมณฑลพายัพในขณะนั้นขอตัวไปเป็นครูโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย  จังหวัดเชียงใหม่  จนเกษียณอายุราชการเมื่อ  พ.ศ. 2501 ได้บรรดาศักดิ์รองอกมาตย์โท   แต่การเป็นครูไม่ได้หยุดต่อมาได้ไปเป็นอาจารย์พิเศษให้แก่โรงเรียนวัฒโนทัยพยัพ  โรงเรียนเรจินาเสรีและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  นอกจากนี้กรมศิลปากรได้ขอตัวไปช่วยงานในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ล้านนาไทย  ระหว่างพ.ศ. 2514-2519

 

            การแต่งงานได้เกิดขึ้นในช่วงที่เริ่มเป็นครูที่วัดราชาธิวาส  กรุงเทพฯภรรยาได้ติดตามไปอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่หลายปี  มีบุตรชาย 2 คน แต่ต้องมีอันต้องแยกทางกัน   และได้แต่งงานใหม่กับนางแหวน(ซำถละ) ณ บางช้าง  เมื่อ พ.ศ. 2482  มีบุตรสาวทั้งหมด 5 คน โดยพำนักอยู่ที่  กระท่อมลพบุรี  บ้านเลขที่  17  ถนนอินทวโรรส  ซอย 1  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่

 

            งานประพัมธ์นั้นเริ่มตั้งแต่ครั้งที่ยังเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย  เพราะในขณะนั้นบรรยากาศการประพันธ์และการแปลเรื่องจากต่างประเทศกำลังคึกคักมาก  โดยร่วมกับเพื่อนทำหนังสือในชั้นเรียนซึ่งเป็นที่มาของนามปากกา  ลพบุรี  เพราะมีเพื่อนคนหนึ่งใช้นามปากากาตามชื่อเมือง  ศรีเชียงใหม่   แต่จุดเริ่มต้นของการประพันธ์อย่างจริงจังเป็นเพราะได้ไปเรียนหนังสือกับ หลวงสารานุประพันธ์  ที่ตอนนั้นเป็นคนที่กำลังมีชื่อเสียงในด้านการแต่งและแปลนวนิยายต่างประเทศในขณะนั้น   ระยะแรกได้เข้าไปมีส่วนช่วยแปลบางเรื่องเป็นการแก้ขัดในช่วงี่หลวงสารานประพันธ์มีธุระจำเป็น  จนพ.ศ.2458  ตอนนั้นกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 6  จึงได้เริ่มแปลเรื่อง ภัยแห่งประเทศอังกฤษ  เป็นผลงานของวิเลียม  เลอเคอ  ซึ่งเนื้อเรื่องมีความยาว 8 เล่มจบ  จัดพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์  กรุงเทพฯ เดลิเมล์ ได้ค่าเรื่องครั้งแรก 90 บาท  ทำให้ตั้งใจสร้างผลงานอย่างจริงจัง  ถึงกับย้ายไปอยู่ที่บ้านหลวงสารานุประพันธ์  และช่วยแปลหนังสือ  เขียนโคลง  ฉันท์  กาพย์  กลอน  ไปลงหนังสือพิมพ์  ศรีกรุง  เคยได้แปลบทภาพยนตร์ที่โรงพัฒนาการ   แล้วยังเคยแต่งบทละครให้คณะปราโมทัย

 

            ต่อจากนั้นก็ได้ย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ไปรับราชการ  ในขณะที่รับราชการอยู่นั้นก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติของอาณาจักรล้านจากตำรา  ตำนาน  พงศาวดาร  และได้เคยเป็นเจ้าหน้าที่นำทางพาพวกญี่ปุ่นไปหาที่ตั้งค่ายตอนที่เกิดสงคราม   จนเจอสถูปพระนเรศวรที่ทุ่งแก้ว  ท้องที่เมืองหาง  เขตไทยใหญ่  เป็นบริเวณที่พระเนรศวรมหาราชสวรรคตตอนยกทัพไปปราบเมืองตองอู  มีการจารึกไว้หลายภาษา เช่น ภาษาไทยเหนือ  ภาษาพม่า  และภาษาอังกฤษ  จึงทำให้ได้รับเกียรติมห้เป็นมัคคุเทศก์ประจำเมืองเชียงใหม่  เคยถวายคำบรรยายในการตามเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 2 ของประเทศอังกฤษ  เคยถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระเจ้าโบดวงแห่งเบลเยี่ยม   และเคยนำเสด็จสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัยกาลที่ 7 ทอดพระเนตรวัดพระสิงห์รมหาวิทยาร  ประกอบกับมีความตั้งใจจะลบล้างคำคนทั่งไปที่มักเข้าใจว่าคนเชียงใหม่เป็นลาวจึงได้ทดลองเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ล้านนาไทยเรื่อง  เลือดโยน ในนามปากกา  ลพบุรี  เป็นเรื่องแรกเมื่อ พ.ศ. 2462   พิมพ์ในหนังสือ สารานุกูล  มีความยาว 100 หน้า  เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องแรกๆ ของไทยได้รับความสำเร็จดีจึงได้ทำอีกเรื่อง เศวตฉัตรน่านเจ้า  โดยสำนักพิมพ์เพลินจิตต์  ของนายเวช  กระตุฤกษ์  จัดพิมพ์เป็นแบบปกแข็ง มีความยาว 19 เล่มจบ  ผลที่ได้รับเป็นที่นิยมมากจึงต้องพิมพ์เป็นครั้งที่สอง  ทำให้นามปากกา ลพบุรี ได้เขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เกี่วกับอาณาจักรล้านนา  อาณาจักรน่านเจ้า  อาณาจักรแสนหวี  และอาณาจักรโยนกทยอยออกมาไม่ขาดระยะทั้งที่พิมพ์เป็นเล่ม ฉบับกระเป๋า  แล้วยังเคยใช้นามปากกาอื่น คือ พรหมมาศ  เมืองละโว้  และศรทอง  จนกระทั่งพ.ศ. 2507 เมื่อนายเวช  กระตุฤกษ์  ได้เลิกล้มกิจการสำนักพิมพ์เพลินจิตต์  ลพบุรี  จึงหยุดเขียนนนิยายไปด้วย  หลังปี พ.ศ.2512  เป็นต้นมาได้เขียนหนังสือประวัติวัด  และเรื่องราวทางพุทธศาสนาในบ้านนาไทยเพื่อเป็นวิทยาทานแก่วัดต่างๆ

 

            นวนิยายของ ลพบุรี  ที่มีอยู่มากมายนั้นนอกจากนวนิยายลึกลับเรื่อง  มือมฤตยู  และนางในวนา ที่เหลือเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์โดยอาศัยเค้าเรื่องมาจากข้อมูลในตำนานและพงศาวดารฉบับต่างๆ  โดยเฉพาะเรื่อง  ขุนพลกาฬสิงห์  ซึ่งอาศัยเค้าเรื่องจากตำนานสิงหนวัตินับเรื่องเอกมีความยาวถึง 9,497  หน้า  ได้พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือฉบับกระเป๋าโดยสำนักพิมพ์เพลินจิตต์รวม 138 เล่ม  และเนื่องจากนวนิยายของ ลพบุรี ส่วนใหญ่ตัวละครจะเป็นวีรบุรุษหรือวีรสตรีทีเก่งกล้าสามารถ  มีการใช้เวทมนตร์คาถาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์  คล้ายนวนิยายจีนกำลังภายใน  สำนักพิมพ์เพลินจิตต์จึงเรียกว่า  จินตนิยายอิงประวัติศาสตร์ไทย  แต่เรื่องประวัติศาสตร์นั้นมีความแม่นยำมากในเรื่องตำแหน่งและที่ตั้งของอาณาจักร

 

            รองอำมาตย์โทชุ่ม ณ บางช้าง  เข้าของปากกา ลพบุรี  นำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยความเป็นคนที่เก็บตัวจึงได้ใช้ชีวิตในวัยชราเงียบๆ อยู่กับบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่  เมื่อตันปี 2524  และได้กลับมาเขียนนวนิยายอีกครั้งจากที่ไม่ได้เขียนมานานถึง 20 ปี  และเรื่องที่เขียนคือ ลุยตะเลง และได้เขียนหนังสือเรื่อยมาจนอายุ 89 ปี 

 
นามปากกา

-          ลพบุรี  พรหมมาศ  , เมืองละโว้  ศรทอง

 

งานเขียนครั้งแรก

-          เรื่องนวนิยายอิงประวัติศาสตร์  เรื่อง เลือดโยน ในนามปากกา  ลพบุรี

ผลงานรวมเล่ม

   นวนิยาย

-          เลือดโยนก

-          เศวตฉัตรน่านเจ้า

-          เศวตฉัตรแสนหวี

-          เจ้าหมื่นดังนคร

-          ศึกนางพญา

-          ทหารเสือน่านเจ้า

-          จอมทัพเมืองลุง

-          เอื้องแซะเมืองนาย

-          ทหารดาบเชียงรุ้ง

-          สามปอยดง

-          ขุนพลกาฬสิงห์  ฯลฯ

   สารคดี

-          วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

-          วัดพระธาตุดอยสุเทพ

-          วัดสวนดอก

-          วัดบุพพาราม

-          วัดเก้าตื้อ

-          พระแก้วมรกตของไทย

-          นำชมโบราณสถานในจังหวัดเชียงใหม่

 

 

ปัจจุบัน

- ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2530  รวมอายุได้ 90 ปี

 
 
 
 
 
 
 
หนังสืออ้างอิง

      ขอขอบคุณข้อมูลบ้างส่วนที่ได้จากหนังสือนักประพันธ์ไทยของสำนักพิมพ์ สุวีริยาสาส์น

comments