ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์)

 

ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) (7 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 - 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2523) ผู้สร้างหนัง ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ผู้ประพันธ์เพลงต่างๆ หลายเพลง ซึ่งรวมถึงเนื้อร้องเพลงชาติไทยฉบับแรกสุดในปี พ.ศ. 2475 และเป็นผู้แต่งหนังสือต่างๆ หลายเรื่อง เช่น หลักไทย ภูมิศาสตร์สุนทรภู่ เป็นต้น นับได้ว่าเป็นนักคิด นักค้นคว้า และนักเขียนสำคัญคนหนึ่งของ ยุครัตนโกสินทร์

ประวัติ

ขุนวิจิตรมาตราเกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 มีบิดาชื่อ ขุนสารการ (ทองดี) อาชีพรับราชการ สังกัดกระทรวงมหาดไทย และเป็นผู้พิพากษา มารดาชื่อ พับ จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แล้วเข้ารับราชการเป็นล่ามภาษาอังกฤษในกรมแผนที่ กระทรวงกลาโหม เมื่อ พ.ศ. 2463 ต่อมาในปี พ.ศ. 2467 จึงได้รับโอนย้ายไปรับราชการในกระทรวงพาณิชย์ จนเกษียณอายุในตำแหน่งหัวหน้ากองมาตราชั่งตวงวัดเมื่อปี พ.ศ. 2500

ท่านเริ่มชีวิตนักประพันธ์ด้วยการเขียน บทละครร้อง ตั้งแต่อายุได้ 20 ปี หลังจากนั้นก็ได้ทำงานเขียนประเภท นิยาย สารคดี การประพันธ์เพลง หรือแม้แต่งานทางด้านภาพยนตร์
ขุนวิจิตรมาตราเริ่มงานด้านภาพยนตร์โดยมีความเกี่ยวข้องกันในช่วงปี พ.ศ. 2473 เมื่อได้รับการติดต่อจาก หม่อมราชวงศ์อนุศักดิ์ หัสดินทร์ แห่งบริษัทหัสดินทร์ภาพยนตร์ ให้ช่วยแต่งเรื่อง สำหรับภาพยนตร์เรื่องต่อไป ของบริษัท หลังจากตอบตกลงได้ไม่นาน ขุนวิจิตรมาตราจึงได้ประพันธ์บทภาพยนตร์เรื่องแรก ในชีวิตออกมาเป็นผลสำเร็จในชื่อเรื่อง "รบระหว่างรัก" โดยในภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจาก ท่านขุนวิจิตรมาตรา จะได้รับมอบหมาย ให้ประพันธ์เรื่องแล้ว ก็ยังได้รับหน้าที่เป็น ผู้กำกับการแสดงอีกด้วย
ภาพยนตร์เรื่อง "หลงทาง" ออกฉายเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่1 เมษายน พ.ศ. 2475 เป็นภาพยนตร์เสียงในฟิล์มเรื่องแรก ของบริษัทศรีกรุงภาพยนตร์นั้น และมีเพลงประกอบทั้งหมด 6 เพลง คือ เพลงพัดชา เพลงบัวบังใบ เพลงลาวเดินดง เพลงกุหลาบหอม (ขึ้นพลับพลา) เพลงโยสะลัม และเพลงเงี้ยว โดยใช้ทำนองเพลงไทยเดิมทั้งหมด แล้วใส่เนื้อร้องประกอบเข้าไป ออกฉายที่โรงภาพยนตร์พัฒนากร ได้รับคำชมเชยเป็นอย่างดี ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง "หลงทาง" ทำให้บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุงได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกยุคภาพยนตร์เสียงอย่างสมบูรณ์แบบ
ส่วนขุนวิจิตรมาตรา หลังจากกำกับภาพยนตร์เรื่อง "หลงทาง" แล้วก็ได้ ร่วมงานกับบริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุงมาโดยตลอด สร้างผลงานที่น่าจดจำไว้หลายเรื่อง ทั้งภาพยนตร์ข่าวสารคดี และภาพยนตร์บันเทิงคดีอาทิเช่น ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์ ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 150 ปี (2475) ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์ สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญ (2475) ซึ่งทั้งสองเรื่องเป็นภาพยนตร์ ประเภทข่าวสารคดี ส่วนภาพยนตร์บันเทิงคดีที่โดดเด่น อาทิ ภาพยนตร์เรื่อง "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์" (2476) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่มีการย้อมสีเป็นบางฉากเรื่องแรกของไทย ต่อมาภาพยนตร์เรื่อง "เลือดทหารไทย" (2477) ภาพยนตร์ที่แสดงแสนยานุภาพ ของกองทัพไทย ซึ่งบริษัทศรีกรุงได้รับการว่าจ้าง จากกระทรวงกลาโหมให้สร้าง หรือภาพยนตร์เรื่อง "เพลงหวานใจ" (2480) ภาพยนตร์เพลงที่ลงทุนสูง เป็นประวัติการณ์ของศรีกรุง โดยเฉพาะการเนรมิตฉาก ประเทศสมมุติ ซานคอซซาร์ให้ดูสมจริง
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ. 2475 คณะราษฎร์ได้ประกาศใช้เพลงชาติมหาชัย ซึ่งประพันธ์เนื้อร้องโดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมาเป็นเพลงชาติฉบับที่แต่งทำนองโดยพระเจนดุริยางค์ เมื่อแรกๆ นั้น ได้ใช้คำร้องของขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) ประพันธ์ เป็นเพลงชาติไทยฉบับที่ห้า ใช้เป็นเพลงชาติระหว่างปี พ.ศ. 2475-2477
ในปีพ.ศ. 2485 ได้เกิดสงครามมหาเอเซียบูรพาขึ้น สร้างความเดือดร้อน เกิดภาวะขาดแคลนขึ้น ในอุตสาหกรรม ทุกระดับไม่เว้นแม้แต่ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ทำให้ฟิล์มภาพยนตร์น้อยลงไป ภาพยนตร์ที่สร้างออกฉายส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์ที่สร้างโดยรัฐบาล มีเนื้อหาปลุกใจให้รักชาติทั้งหมด ซึ่งหนึ่งในภาพยนตร์ที่โดดเด่น ในปีนั้นคือภาพยนตร์เรื่อง "บ้านไร่นาเรา" ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ขุนวิจิตรมาตรามีหน้าที่ใน การประพันธ์ เนื้อเรื่องโดยท่านได้ผูกเอาเรื่องราว ของชาวนาเข้ากับอุดมการณ์รักชาติ อันสอดคล้องกับนโยบาย การบริหารประเทศของ จอมพล ป. พิบูลสงครามผู้นำประเทศ ในสมัยนั้น นอกจากประพันธ์บทแล้ว ท่านยังได้ประพันธ์เพลงประกอบ ด้วยซึ่งบทเพลง "บ้านไร่นาเรา" โดยพระเจนดุริยางค์เป็นผู้ประพันธ์ทำนองในแนวของความขยันขันแข็งในการทำงาน บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์และเป็นเพลงที่สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติยกย่องว่า เป็นเพลงลูกทุ่ง เพลงแรกในงานวันเพลงลูกทุ่ง เพลงนี้ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
ในยุคที่ภาพยนตร์ไทย ใช้เป็นฟิล์ม 16 มิลลิเมตร และการพากย์แทน ภาพยนตร์ 35 มิลลิเมตรมาตรฐานเสียงในฟิล์ม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ยุติลงในปี พ.ศ. 2488 ขุนวิจิตรมาตรา ก็ยุติการสร้างภาพยนตร์ลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตามท่านก็มิอาจตัดขาด จากภาพยนตร์ ได้นานนัก ก็ต้องวนกลับมาทำภาพยนตร์ อีกครั้งในปี พ.ศ. 2495 เรื่อง "ทะเลรัก" ซึ่งอำนวยการสร้างโดย นาย

comments