“มาร์กซิสต์” ตัวตนในวรรณกรรมและ “การวิจารณ์วรรณกรรมตามแนวมาร์กซิสต์” (Marxist Criticism)

“มาร์กซิสต์” ตัวตนในวรรณกรรมและ “การวิจารณ์วรรณกรรมตามแนวมาร์กซิสต์” (Marxist Criticism)

แม็กซิม กอร์กี้ กล่าวไว้ว่า“อิทธิพลที่ก่อรูปอย่างลึกซึ้งและแท้จริงที่มีผลต่อข้าพเจ้าอย่างยิ่งนั้น คือนักเขียนใหญ่ชาวฝรั่งเศส สแต็งดาล บัลซัค และ โฟลแบร์ต และข้าพเจ้าใคร่จะแนะนำสำหรับผุ้เริ่มต้นทั้งหลายให้ได้อ่านงานของนักเขียนเหล่านี้ พวกเขาเป็นศิลปินอัจฉริยะและเป็นครูชั้นเยี่ยมในเรื่องรูปแบบจริงๆ” ....(ประสบการณ์วรรณกรรมของกอร์กี้: แม็กซิม กอร์กี้)

วัตถุประสงค์ของการเขียนบทความนี้(เอนทรี่)ก็เพื่อจะได้ทำความเข้าใจถึงแนวทางการวิจารณ์งานวรรณกรรมอีกรูปแบบหนึ่ง และประเภทของวรรณกรรมเหล่านั้น ซึ่งภายหลังจากที่ได้ทำความเข้าใจตามรูปแบบนี้แล้ว ก็จะได้เข้าใจถึง “ตัวตนของวรรณกรรมไทย” จะได้สามารถจำแนกหรือแตกยอดความคิดไปแสวงหา และทำการศึกษาวรรณกรรมในรูปแบบต่างๆ ต่อไป 
................................................................

การวิจารณ์วรรณกรรมตามแนวทฤษฎีมาร์กซิสต์เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการวิจารณ์ในแนวสัจจนิยม (Realism)ที่ถือว่าสิ่งต่าง ๆ มีอยู่และเป็นจริงโดยธรรมชาติ ในศตวรรษที่ 19  ได้เกิดความเคลื่อนไหวมากมายในการศึกษาวรรณกรรมร่วมกับสภาพแวดล้อมทางสังคมการเมือง นักเขียนส่วนมากในยุคนั้นมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าวรรณคดีหรือวรรณกรรมเป็นเครื่องมือในการปฏิวัติสังคมได้

ดังตัวอย่างคำปราศรัยที่เยนอานว่าด้วยวรรณคดีและศิลปะ ของ เหมา เจ๋อตุง (1942) ตอนหนึ่งว่า“วรรณกรรมและศิลปะทุกอย่างล้วนแต่เป็นของชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง และยังเป็นเครื่องกำหนดแนวทางการเมืองด้วย  ความจริงแล้วไม่สิ่งที่เรียกว่า ศิลปะเพื่อศิลปะ ไม่มีศิลปะที่สิงสถิตย์อยู่เหนือชนชั้น ไม่มีศิลปะที่แยกหรือเป็นอิสระจากการเมือง”

ผู้นำคนสำคัญที่มีเป็นผู้วางรากฐานในการวิจารณ์วรรณกรรมแนวนี้ คือ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx,1818-1883) และ เฟรดเดริก แองเกลส์ (Frederic Engels,1820-1895) สองสหายชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้วางแนวคิดทางด้านการเมืองการปกครองระบบเศรษฐกิจ และศิลปวัฒนธรรม

จนกระทั่งทฤษฎีการวิจารณ์ตามแนวมาร์กซิสต์ได้แพร่ขยายออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกพร้อมๆ กับการยอมรับเอาลักทธิการปกครองตามระบอบคอมมิวนิสต์ไปใช้ในประเทศเหล่านั้นให้เป็น “ประเทศโลกที่ 3 หรือคอมมิวนิสต์”ก็ยังได้เอาแนวคิดเรื่องการปฏิวัติด้วยงานวรรณกรรมนั้นไปด้วย เช่น ประเทศเยอรมัน โดย Franz Mehring (1846-1916) โดยเฉพาะใน ประเทศรัสเซีย โดย Georgi Plekhanov (1856-1918) ก็ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในรัสเซีย

การวิจารณ์วรรณกรรมตามแนวมาร์กซิสต์มีความแตกต่างจากการการวิจารณ์ตามแนวทางอื่นๆ โดยผู้วิจารณ์จะต้องอ่างอิงกับเรื่องราวที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในทางวิทยาศาสตร์ตามแนวทางของมาร์กและเลนิน หรือที่เรียกว่า “ภววิสัยทางสังคมวิทยา” (Objectivity in the SocialSciences)

การวิจารณ์ตามแนวมาร์กซิสต์จะต้องเริ่มต้นจากการพิจารณาทางสังคมวิทยาเป็นอันดับแรก เนื่องจากมาร์กมีแนวคิดว่า การผลิตงานศิลปะนั้นขึ้นต่อระบบการผลิต โดยผ่านโครงสร้างทางชนชั้นของสังคม สภาพความคิดและจิตใจ อุปนิสัยของชนชั้น ดังนั้นงานวรรณกรรมจึงสะท้อนสภาพจิตทางชนชั้น โดยมีนักเขียนเป็นตัวแทน ไม่ว่างานเขียนเหล่านั้นจะเขียนขึ้นโดยเจตนาต่อการปฏิวัติหรือไม่ก็ตาม

ซึ่งผู้ศึกษาจะต้องวิเคราะห์เนื้อหาวรรณกรรมนั้นร่วมกับนัยสำคัญทางสังคมหรือสภาพสังคมที่เป็นอยู่ในขณะนั้น อาจศึกษาภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ในขณะนั้นว่า มีสภาพความเป็นอยู่กันอย่างไร มีแรงกดดันอะไรที่มีผลต่องานวรรณกรรมที่เขียนออกมาในขณะนั้น แล้วพิจารณาหาความเชื่อมโยงจากเนื้อหาวรรณกรรมกับสังคมกลับไปกลับมาก็ได้  รวมทั้งการพิจารณาถึงอิทธิพลของงานวรรณกรรมนั้นๆ ว่ามีผลกระทบต่อชีวิตจิตใจของผู้คนในสังคมในขณะนั้นอย่างไร จากนั้นจึงจะพิจารณาถึงรูปแบบของงานวรรณกรรม(Form)และความประทับใจ(Impression)หรือสุนทรียศาสตร์ที่สื่อสารออกมาจากงานวรรณกรรมนั้นๆ อีกครั้งหนึ่ง

งานวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางชนชั้นในประเทศจีนอาจมีความแตกต่างออกไปบ้างเล็กน้อย โดยในปี ค.ศ. 1952 โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รณรงค์ให้มวลชนวิพากษ์วิจารณ์งานของบรรดานักเขียนทั่วไป และนักเขียนที่มีท่าทีไม่สอดคล้องกับนโยบายของพรรคฯ ควบคู่ไปกับการใช้กำลังตำรวจ(เกสตาโป)เพื่อกำจัดนักเขียนเหล่านั้นออกไปจากสังคมจีนในขณะนั้น ผลที่ตามก็คือ นักเขียนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางของพรรคฯ ต้องถูกกำจัดหรือไม่ก็เก็บตัวเงียบลงไป ไม่เขียนผลงานออกมาสู่โลกภายนอก ทำให้วรรณกรรมจีนช่วงหนึ่งจึงมุ่งรับใช้การเมืองและนโยบายของพรรคฯ มากเกินไป

นอกจากนี้การวิจารณ์ด้านวรรณกรรม ยังมีการวิจารณ์ภาพยนตร์แบบมาร์กซิสต์(Marxist criticism)เช่นเดียวกัน ซึ่งนันทขว้าง สิรสุนทร ได้เขียนถึงว่า

การวิจารณ์ภาพยนตร์แบบมาร์กซิสต์(Marxist criticism) เป็นการวิจารณ์แบบที่เรียกกันว่า contextual criticism กล่าวคือ เป็นการเน้นความสำคัญในส่วนของ“เนื้อหา”ในภาพยนตร์ โดยมีน้ำหนักการวิจารณ์อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างภาพยนตร์กับบริบททางสังคม หรือ การวิจารณ์โดยอิงกับเรื่องราวทางสังคมวิทยา ด้วยเหตุผลก็ เพราะว่าภาพยนตร์ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่คือผลผลิตของสังคมหรือกระบวนการทางสังคม

จึงทำให้เข้าใจได้ในทันทีว่า ภาพยนตร์ก็คือศิลปะอีกแขนงหนึ่งและ “ความจริงแล้วไม่สิ่งที่เรียกว่า ศิลปะเพื่อศิลปะ ไม่มีศิลปะที่สิงสถิตย์อยู่เหนือชนชั้น ไม่มีศิลปะที่แยกหรือเป็นอิสระจากการเมือง” ตามคำกล่าวของประธานเหมา เจ๋อ ตุง

นันทขว้าง สิรสุนทร ได้ยกตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องAmerican Beauty”ว่า ในขณะที่นักวิจารณ์ประเภทที่เน้นรูปแบบนิยม (formalist criticism) กำลังชื่นชมอยู่กับการเล่าเรื่อง การใส่สัญลักษณ์มากมาย หรือรูปแบบที่น่าสนใจ  แต่การวิจารณ์ภาพยนตร์แบบมาร์กซิสต์(Marxist criticism) ได้เน้นไปที่การแสดงความเห็นต่อเนื้อหาของสังคมอเมริกันที่ส่งผลหรือได้รับ ผลมาจากวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่ใส่มาในพฤติกรรมของตัวละคร รวมถึงการดำเนินเรื่องนั้น

หรือ ในตัวอย่างภาพยนตร์อีกเรื่องที่ นันทขว้าง สิรสุนทร  คือ Truman Show” ซึ่งมีตัวละคร “ทรูแมน เบอร์แบงค์”(นำแสดงโดย จิม แคร์รีย์)เป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยกล่าวว่าในแง่ของการวิจารณ์ที่เน้นรูปแบบนิยม (formalist criticism)นั้น ต้องอาจกล่าวเน้นไปที่รูปแบบ(Form)หรือเทคนิคกลวิธีในการนำเสนอเป็นหลักการถ่ายภาพแบบมุมกว้างและการเปลี่ยนขนาดของภาพเพื่อสร้างความหมายบางอย่าง หรือมายาภาพ  กล่าวคือให้ความสำคัญกับรูปแบบ สไตล์ มากกว่าเนื้อหาหรือเรื่องราวในภาพยนตร์

แต่หากนำเอาการวิจารณ์ภาพยนตร์แบบมาร์กซิสต์(Marxist criticism) เข้ามาจับ เนื้อหาของหนังอาจวิจารณ์ไปถึง การที่มนุษย์ยุคใหม่ต้องตกอยู่ภายใต้ของการควบคุมของสื่อ(media) และการตกเป็นเหยื่อของวัฒนธรรมเป็นหลัก กล่าวคือ ต้องบอกให้ได้ว่าเนื้อหาของภาพยนตร์ได้สะท้อนภาพของอะไรในสังคมหรือสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงกับยุคสมัยนั้นๆ

.........................................

หนังสือหรือวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจารณ์วรรณกรรมตามแนวมาร์กซิสต์ (Marxist Criticism)สามารถจำแนกได้ออกเป็น 2 ระดับ คือ วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อการขับเคลื่อนการปฏิวัติประเทศไปสู่ระบอบการปกครองแบบสังคมนิยม กับอีกประเภทหนึ่ง คือ  วรรณกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่เป็นการให้ความคิด ข้อเสนอแนะหรือการปลุกจิตวิญญาณของประชาชนให้ร่วมต่อสู้หรือรักษาอุดมการณ์นั้นไว้

วรรณกรรมหรือหนังสือตามแนวมาร์กซิสต์ (Marxist Criticism) ที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์อย่างมาก และมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม แผ่อิทธิพลไปในหลายประเทศทั่วโลก   คือ หนังสือเรื่อง Das Kapital (Capital)เขียนโดยเจ้าลัทธิคอมมิวนิสต์ “คาร์ล มาร์กซ์” (Karl Heinrich Marx)  ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน เชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมือง ประวัติศาสตร์ เป็นผู้วางรากฐานความคิดของระบอบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์  แนวคิดของเขามีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาคอมมิวนิสต์สมัยใหม่

มาร์กซ์ได้สรุปแนวคิดของเขาไว้ในบรรทัดแรกของ “คำประกาศเจตนาคอมมิวนิสต์”(1848) ว่า: "ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมาล้วนแต่ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น"  มาร์กได้เขียนหนังสือเล่มนี้ในปลายศตวรรษที่ 19 เพื่อเผยแพร่ความคิด อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจของมาร์กซ์ หรืออุดมการณ์มาร์กซิสต์ ต่อมาได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง วลาดิมิร์ เลนิน ( Vladimir Lenin )  ผู้นำของรุสเซียได้นำอุดมการณ์มาร์กซิสต์มาใช้ปกครองประเทศ ทั้งยังเป็นผู้นำในการเผยแพร่อุดมการณ์นี้ด้วย ดังจะเห็นได้จากการปฏิวัติบอลเชวิค (Bolshevist Revolution)ในรัสเซีย เมื่อ ค.ศ. 1917 และมีผลต่อการเมืองในประเทศจีนมาก โดยมีผู้เขียนไว้ว่า ถ้าการปฏิวัติในรัสเซียไม่ประสบผลสำเร็จ การก่อกำเนิดของลัทธิมาร์กซ์ในประเทศจีนและประเทศต่างๆ คงล่าช้าไปกว่าความเป็นจริงอีกหลายปี หลังจากนั้นก็มี เจ. วี. สตาลิน (J. V. Stalin) และ นิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) เป็นผู้สานต่อแนวคิดนั้น หรือแม้แต่ประธานาธิบดีซูการ์โน (Sukarno)ของอินโดนีเซียได้นำอุดมการณ์มาร์กซิสต์มาผสมผสานกับนโยบายชาตินิยม (Nationalism)  เรียกอุดมการณ์นี้ว่า “ปัญจศิลา”(PantjaSila)

แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ หรือ คำแถลงนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์(Manifesto of the Communist Party หรือ The Communist Manifesto) ก็เป็นอีกเล่มที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอการปฏิวัติชนชั้นของสังคมเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ จึงกล่าวได้ว่าแนวความคิดของมาร์กซ์มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของคนเกือบทั้งโลก แม้ว่ามาร์กซ์ได้ถึงแก่กรรมไปนานแล้วก็ตาม แต่ความคิดและอุดมการณ์ของเขายังคงมีอยู่ พร้อมกับได้รับการนำมาตีความใหม่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสังคมและแต่ละประเทศในเวลาต่อๆ มา เช่น จีนก็กลายเป็นลัทธิเหมา (Maoism) เป็นต้น

หนังสือที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติสังคมนิยมนั้น(ประเภทแรก)คงไม่ต้องจำเป็นที่จะต้องวิจารณ์ถึงมากมายนัก เพราะเราถือว่า เป็น “ตัวแบบ”(Model)ของการนำเสนอในการวางรูปแบบไปสู่สังคมใหม่ในตัวมันเองอยู่แล้ว  แต่บทความนี้มุ่งแสดงให้เห็นถึงงานวรณณกรรมที่ควรจะได้นำไปสู่การวิจารณ์วรรณกรรมตามแนวมาร์กซิสต์(Marxist Criticism) และได้รู้จักแนวทางการวิจารณ์วรรณกรรมเหล่านั้นมากขึ้น ดังตัวอย่างหนังสือต่อไปนี้

วีรชนบนเส้นทางปฏิวัติ วรรณกรรมแปล จากเรื่อง How the steel Was Tempered โดย Nikolai  Ostrovsky แปลโดย ทวีป วรดิลก ชื่อเดิมคือ เบ้าหลอมวีรชนและเบ้าหลอมนักปฏิวัติ นิยายเชิงอัตชีวประวัติของผู้เขียน หนังสือเล่มนี้เคยเป็นหนังสือต้องห้ามของไทยในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 

รัฐกับการปฏิวัติ สรรนิพนธ์ ของ วี. ไอ. เลนิน(Nikolai Lenin)เกี่ยวกับลัทธิมาร์กซ์ว่าด้วยรัฐกับการปฏิวัติ สังคมชนชั้นกับรัฐ รัฐเป็นผลผลิตของความไม่อาจประนีประนอมกันได้ในความขัดแย้งทางชนชั้น รัฐเป็นเครื่องมือสำหรับขูดรีดชนชั้นที่ถูกกดขี่ รัฐกับการปฏิวัติความจัดเจนปี 1848-1851ความจัดเจนของคอมมูนปารีสปี 1871การวิเคราะห์ของมาร์ก รากฐานทางเศรษฐกิจแห่งการสูญสลายของรัฐ

แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ เขียนโดย คาร์ล มาร์กซ และ เฟรเดริก เองเกลส์  กล่าวถึงนโยบายหลักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของลัทธิคอมมิวนิสต์ ภาระหน้าที่คือประกาศว่าระบอบกรรมสิทธิ์ชนชั้นนายทุนสมัยใหม่จักต้องพินาศ ประวัติศาสตร์ทั้งหมดของสังคมที่ผ่านมาล้วนแต่เป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้น เสรีชนกับทาส ผู้ดีกับสามัญชน นายทุนกับชนกรรมาชีพ  ความสัมพันธ์ของกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์กับชนกรรมาชีพ เอกสารสังคมนิยมและเอกสารลัทธิคอมมิวนิสต์ สังคมนิยมปฏิกิริยา สังคมนิยมชนชั้นนายทุนน้อย สังคมนิยมอนุรักษ์หรือสังคมนิยมชนชั้นนายทุน

สรรนิพนธ์โฮจิมินห์ ข้อเขียน สุนทรพจน์ จดหมาย ฯลฯ ของโฮจิมินห์  เขียนก่อนถึงแก่กรรม แสดงให้เห็นแนวทางการต่อสู้ของโฮจิมินห์  นักสู้ผู้รักชาติ เป็นเสมือนพินัยกรรมและคัมภีร์ของชาวเวียดนาม ปลุกให้ประชาชนลุกขึ้นสู้มีความสามัคคี สร้างชาตินิยม  (แปลและเรียบเรียงโดย วารินทร์ สินสูงสุด และ ปารตี วรุณจิต)

กาพย์กลอนเหมาเจ๋อตุง รวมงานนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตุงในรูปแบบกาพย์กลอนตั้งแต่สมัยการปฏิวัติ จำนวน ๓๙ บท เช่น ฉางซา หอการเรียนเหลือง บนเส้นทางกว่างชาง ด่านโหลวซาน เดินทัพทางไกล กองทัพปลดแอกประชาชนเข้ายึดนานกิง ขับดอก.เหมย ขึ้นภูหลูซาน เมฆเหมันต์ นกถามตอบ (แปลโดย ประไพ วิเศษธานี)

...........................................................................

                 ตัวอย่างหนังสือ ที่เป็นวรรณกรรมประเภทนวนิยาย เรื่องสั้น ที่ปลุกจิตวิญญาณให้เกิดการลุกขึ้นต่อสู้ที่มีชื่อเสียง ได้แก่

“แม่” (Mother)  ผลงานการประพันธ์ของแมกซิม กอร์กี้ หรือ Aleksei Maksimovich Peshkov  นักเขียนที่ยิ่งใหญ่แห่งรัสเซีย เขียนนวนิยายแนวอัตถนิยมต้องห้ามของรัสเซียในสมัยพระเจ้าซาร์และเคยเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  ฉากของเรื่องทั้งหมดเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง บริเวณลุ่มน้ำโวลก้า

แม็กซิม  กอร์กี้ ได้สร้างตัวละครจากชีวิตจริงของกรรมกรโรงงาน เหตุการณ์ในการเคลื่อนไหวปฏิวัติ  ที่ผู้เป็นแม่มีส่วนช่วยลูกๆ ชายหญิงของนางอย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในคุก ผู้เป็น"แม่" ซึ่งแม็กซิม กอร์กี้ กำหนดไว้ให้เป็นหัวใจหลักของเรื่องจึงร้อยเรียงขึ้นเป็นวรรณกรรมทรงคุณค่า ของเขา ที่ได้ประพันธ์ไว้ ก่อนที่การปฏิวัติรัสเซียเพื่อโค่นล้มระบอบซาร์จะปะทุขึ้น

แม็กซิม กอร์กี้ ใช้เวลาเขียนนวนนิยายเรื่องนี้ในห้วงเวลาครึ่งหลังของปี ค.ศ. 1906 ถึงต้นปี ค.ศ.1907  ในยามนั้นเขาหลบ“ราชภัย”ของพระเจ้าซาร์ ไปอยู่ต่างประเทศ ภาคแรกของเรื่องแม่ แม็กซิม กอร์กี้เขียนในสหรัฐอเมริกา ส่วนภาคหลังไปเขียนในอิตาลี

แม็กซิม กอร์กี้ เองก็ยอมรับว่า ตนเองนั้นได้อิทธิพลงานเขียนวรรณกรรมจากประเทศฝรั่งเศส นักเขียนที่เป้นต้นแบบของแม็กซิม กอร์กี้ เหล่านั้นได้แก่  สแต็งดาล (Stendhal) ชาร์ลส์ ดิกเก้นส์(Charles Dickens) บัลซัค(Balzac) และ แธคคอเรย์(Thackeray) รวมทั้ง กุสตาฟ โฟลแบร์ (Gustave Flaubert)นักเขียนของฝรั่งเศสก็ได้เขียนนิยายเรื่อง Madame Bovary ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากถึงทุกวันนี้ เป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงการกดขี่ข่มเหงโดยชนชั้นขุนนางได้กระทำย่ำยีต่ออิสตรีเพศ  โฟลแบร์ได้ ตีแผ่ให้เห็นถึงการทุจริตโกงกินของเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่ทำการขูดรีดประชาชน ในชนบท เขาวาดภาพชีวิตหญิงที่ถูกขูดรีดแรงงานตรากตรำทำงานหนักอยู่ในคฤหาสน์ของ เหล่าขุนนางผู้ดีเป็นเวลานาน

.....................................................................................

เมื่อกล่าวถึงหนังสือการวิจารณ์วรรณกรรมตามแนวมาร์กซิสต์ (Marxist Criticism)แล้วก็ควรได้กล่าวถึงวรรณกรรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อต่อต้านระบอบสังคมนิยมเช่นเดียวกัน ด้วยการสะท้อนถึงความล้มเหลวในการปกครองในระบอบนั้น

หนังสือชื่อเรื่อง Animal Farm(ฟาร์มสัตว์ แปลโดย สายธาร)ของ ยอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ใน ค.ศ. 1940 ได้เขียนขึ้นมาเพื่อล้อเลียนระบบการปกครองแบบเผด็จการภายใต้การนำของสตาลิน ซึ่งสตาลินเป็นคนสำคัญคนหนึ่งในการปฏิวัติของพวกบอลเชวิค ( Bolsheviks)ของรัสเซีย ในปี ค.ศ.1917   Animal Farmได้แสดงให้เห็นว่าอุดมการณ์ที่วางไว้อย่างสวยงามอาจถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการกอบโกยผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มได้ จึงสะท้อนให้โลกได้รับรู้ว่า แม้ในรุสเซียเองซึ่งได้พยายามนำแนวคิดและการปฏิวัติตามลัทธิมาร์กแล้วก็ยังไม่มีความเสมอภาคเท่าที่ควร และเป็นการปกครองที่เน้นเผด็จการให้อำนาจการบริหารแก่ผู้ปกครองมากเกินไป อิทธิพลของหนังสือเล่มนี้จึงมีผลต่อการต่อต้านระบบเผด็จการ  เป็นหนังสือขายดี และได้มีการแปลเป็นภาษาต่างๆเผยแพร่ทั่วโลก มีนักวิจารณ์หลายคนกล่าวว่า เป็นความคิดนอกแบบของบรรดาสัตว์ต่างๆในฟาร์มสัตว์ คิดโค่นผู้เป็นนาย จึงก่อการปฏิวัติขึ้น โดยขับไล่ผู้เป็นนายออกไป ดำเนินการปกครองและการงานภายในฟาร์มกันเอง การงานทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีจนประสบผลสำเร็จ

ยอร์จ ออร์เวลล์ เป็นนามปากกาของ เอริก อาร์เทอร์ แบลร์ (Eric Arthur Blair) นักเขียนชาวอังกฤษ บิดาเป็นฑูตประเทศในแถบเอเชียใต้ มีถิ่นฐานเดินทางกลับไปกลับมาระหว่างอังกฤษกับเอเชียใต้และพม่า ในตอนที่เขาทำงานแล้ว เขาได้เรียนรู้รูปแบบการปกครองของประเทศแถบนี้เป็นอย่างดี จนได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น  ถือว่าเป็นเล่มที่ประสบความสำเร็จในอีกฟากฝั่งหนึ่งของการต่อสู้ของมวลชนนอกจากจะเป็นนักวิจารณ์ด้านการเมืองและวัฒนธรรมแล้ว ออร์เวลล์ยังเป็นนักเขียนความเรียงที่มีผู้ชื่นชมมากที่สุดคนหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20  นอกจากนี้ยังมีเรื่อง หนึ่งเก้าแปดสี่ (1984) ซึ่งกล่าวถึงสังคมรูปแบบดิสโทเปียที่เป็นสังคมในจินตนาการ ถือว่าเป็นฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับแนวคิดสังคมแบบยูโทเปีย คำว่า "ดิสโทเปีย" ตามความหมายโดยพยัญชนะหมายถึง "สถานที่เลวร้าย" เป็นสภาพการควบคุมทางสังคมที่โหดร้าย รุนแรงได้อย่างเห็นภาพ จนกระทั่งมีการใช้คำว่า แบบออร์เวลล์ เพื่อใช้เรียกระบบระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จในการครอบงำความคิดของคน

...............................................................................

(โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อลัทธิคอมมิวนิสต์ภาษาจีน แสดงภาพผู้นำสำคัญในลัทธิ ประกอบด้วย มาร์กซ์ เองเกลส์ เลนิน สตาลิน และเหมาเจ๋อตุง คำขวัญใต้ภาพมีใจความว่า "ลัทธิมาร์กซ-เลนินและแนวทางของเหมาเจ๋อตุงจงเจริญ!")

.................................................................................................

อ้างอิง

พัฒจิรา จันทร์ดำ , การอ่านและการวิจารณ์เรื่องสั้น,สนพ.สถาพรบุ๊คส์,2547

นันทขว้าง สิรสุนทร "กระดูกสันหลัง" ของการวิจารณ์หนัง”, http://www.oknation.net/blog/nantakwang/2007/02/23/entry-1

NN1234  “แม่”(Mother) ของ “แม็กซิม กอร์กี้”(Maxim Gorky)...ในความหมายที่ยิ่งใหญ่ของโลก  http://www.oknation.net/blog/nn1234/2010/08/11/entry-1)

พงษ์ศักดิ์  สังขภิญโญ อ้างอิงในเรื่อง”อิทธิพลและผลกระทบของวรรณกรรมต่อสังคม” (  http://blog.eduzones.com/winny/3612 )

ที่มาของบทความ :http://www.oknation.net/blog/nn1234/2010/09/05/entry-1

comments