คำแนะนำสำหรับนักเขียนมือใหม่ โดยกิ่งฉัตร

คำแนะนำสำหรับนักเขียนมือใหม่ โดยกิ่งฉัตร

ในการเขียนหนังสือมาสิบปีคำถามที่ได้ยินมาบ่อยมากจากคนหลายอาชีพหลายวัยคือ อยากเป็นนักเขียนจะเริ่มต้นอย่างไรดี

สิ่งแรกที่ควรเริ่มต้นคือสำรวจตัวเองก่อนว่ามีความรักในการอ่านการเขียนมากน้อยแค่ไหน การเป็นนักเขียนไม่ใช่ทำได้ในชั่วข้ามคืนอย่างน้อยต้องใช้เวลานับปีทำงานมานานพอสมควรถึงจะอยู่รอดพอมีผู้อ่านรู้จักบ้างฉะนั้นคนที่คิดจะมายึดอาชีพทางนี้ต้องมีใจรักมากพอจะอดทนทำงานอย่างต่อเนื่อง

ถ้าคิดว่าคำตอบคือฉันรักการอ่านการเขียน ฉันจะเป็นนักเขียนให้ได้ คำแนะนำข้อแรกคือลงมือเขียนค่ะ คนส่วนใหญ่ที่พบมาบอกว่าอยากเป็นนักเขียนแต่ไม่ยอมลงมือเขียน (เอ แล้วอย่างนี้จะได้เป็นนักเขียนไหมเนี่ย?) เริ่มเถอะค่ะเขียนอะไรก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นนวนิยายเรื่องยาว หรือเรื่องสั้นพล็อตพิสดารพันลึกแค่ขอให้เขียนบันทึกประจำวัน เขียนถึงความรู้สึกเขียนถึงจินตนาการอะไรก็ได้ที่อยากเขียน

ตอนเรียนที่ธรรมศาสตร์มีอาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำวิธีการเขียนง่ายๆ ว่า เขียนวันละหนึ่งหน้ากระดาษ เขียนแล้วเอาใส่ลิ้นชักไว้วันรุ่งขึ้นเอามาอ่านดูถ้าไม่ชอบใจก็แก้ไขขัดเกลาแล้วเขียนเพิ่มอีกหนึ่งหน้าจากนั้นเอาใส่ลิ้นชักไว้เหมือนเดิมพรุ่งนี้มาดูใหม่ขัดเกลาแก้ไขส่วนที่ไม่ชอบใจใหม่ ทำอย่างนี้ภายในหนึ่งปีท่านรับรองว่าได้เป็นนักเขียนแน่ ๆ

ลองดูกันนะคะเริ่มต้นกันเลยวันนี้หนึ่งหน้า

5W 1H

เอาล่ะหลังจากลงมือจรดปากกาหรือกดแป้นคอมพิวเตอร์แล้ว อยากจะเขียนเป็นเรื่องเป็นราวทำอย่างไรดี?

คำแนะนำที่ง่ายที่สุดของมือใหม่เอี่ยมถอดด้าม(ขอเน้นทางนวนิยายนะคะ ไม่ถนัดเรื่องสั้นเอาเสียเลย)ดิฉันขอใช้วิธีการเขียนข่าว หลักการเขียนข่าวที่เรียนมาคือต้องเขียนตอบคำถามง่ายๆ ให้ได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไมและอย่างไร หรือที่เรียนกันสั้น ๆ ว่า5W 1H (Who , What , Where , When , Why และ How)

ยกตัวอย่างง่ายๆ นะคะ เอาจากเรื่อง ด้วยแรงอธิษฐาน แล้วกันพล็อตเรื่องนี้เริ่มจากการคิดว่าส่วนใหญ่ในนวนิยายที่มีการกลับชาติมาเกิดพระเอกหรือนางเอกมักจะกลับมาเพื่อตามหาคนรักหรือตามมาด้วยความรัก ดิฉันเลยมีความคิดว่าทำไมไม่ให้กลับชาติมาตามล่าตามล้างกันบ้างล่ะ

ดังนั้นนัทธมน(ผู้มีใจผูกพัน) จึงเกิดขึ้นคิดได้แล้วก็เอากระดาษมาหนึ่งแผ่น วาดวงกลมลงตรงกลางใส่พล็อตของเราลงไปจากนั้นเริ่มลากเส้นรัศมี (เหมือนกับเด็ก ๆวาดดวงอาทิตย์นะค่ะ) เส้นแรกคือใคร จดรายชื่อตัวละครทั้งหมดลงมาแล้วใช้กระดาษอีกแผ่นเขียนบรรยายหน้าตา สีผม สีตาผมสั้นผมยาวและลักษณะนิสัยตัวละครแต่ละตัวนั้นไว้จะได้ไม่พลาดเวลาเขียน

รัศมีเส้นที่สองคือ ทำอะไร อันนี้คือเรื่องย่อของสิ่งที่จะเขียนค่ะเช่นนัทธมนเข้าใจผิดว่าถูกกฤตย์คนรักเก่าในชาติที่แล้วฆ่าตาย จึงอธิษฐานก่อนตายให้กลับมาเกิดใหม่เพื่อแก้แค้นจิตของมนุษย์ก่อนตายถือว่าแรงมากทำให้หญิงสาวกลับมาพร้อมกับพลังอำนาจวิเศษในตัวฯลฯ เส้นนี้จะเขียนเรื่องย่อ ๆ หรือจะเขียนโดยละเอียดก็ได้ค่ะ

รัศมีเส้นที่สามคือ ที่ไหน เส้นนี้คือฉากค่ะเรื่องราวเกิดขึ้นที่ไหน มีสถานที่ไหนบ้างที่คิดว่าจะต้องใช้ในเรื่อง และเช่นกันรัศมีเส้นที่สี่ เมื่อไหร่ คือเวลาที่เกิดขึ้นค่ะเริ่มจากเรื่องเกิดขึ้นในปัจจุบัน ในอดีตหรือว่าในอนาคต

รัศมีเส้นที่ห้าคือ ทำไม ทำไมเรื่องราวเหล่านี้จึงเกิดขึ้นเราต้องการนำเสนออะไรให้ผู้อ่าน อยากให้คนอ่านเห็นอะไรอย่างด้วยแรงอธิษฐานสิ่งที่อยากจะเสนอคือเรื่องการให้อภัยอยากให้รู้ว่าความแค้นนั้นไม่เคยส่งผลดีให้ใครเลย โดยเฉพาะตัวผู้แค้นเคืองเลย ฯลฯใส่ลงไปเลยค่ะ จะได้ช่วยไม่ให้เราหลงประเด็นที่จะนำเสนอ

เส้นสุดท้ายคือ อย่างไร เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างไรโดยวิธีไหน นำเสนอตามเวลาหรือสลับตัดตอนไประหว่างปัจจุบันกับอดีต

เมื่อคุณได้คำตอบทั้งหมดแล้วตรวจดูว่ามีอะไรที่ต้องค้นคว้าหาข้อมูลบ้างหรือเปล่าอย่างจะเขียนเรื่องนางเอกมีพลังจิตก็ควรจะหาหนังสือเกี่ยวกับพลังจิตมาเตรียมไว้อยากจะเขียนฉากแบบไหนถ้าไม่เคยเห็นของจริงก็หาข้อมูลเตรียมไว้หน่อย เตรียมให้พร้อมทุกอย่างแล้วลงมือเขียนค่ะ

คิดเท่าไรคิดไม่ออกสักที

คิดพล็อตสิบเรื่องเขียนไม่จบสักเรื่อง

มาถึงตรงนี้ปัญหาที่คน‘อยาก’ เขียนนวนิยายเรื่องยาวมักประสบคือทำไมเรื่องมันเขียนยังไงก็ไม่รู้จักจบเสียที เขียนไปห้าบทสิบบทชักเบื่อแล้วพล็อตนี้เก่าแล้ว อ่านทวนก็ไม่ถูกใจไอ้โน่นก็ไม่ดีไอ้นี่ก็ไม่ดีไปเขียนเรื่องใหม่พล็อตใหม่เอี่ยมดีกว่า ท่าจะรุ่งกว่า

แต่ความจริงแล้วมันไม่รุ่งหรอกค่ะเพราะพอเริ่มเขียนเรื่องใหม่ได้ไม่นาน ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิมคุณจะเริ่มเบื่อเริ่มไม่ชอบเรื่องที่เขียน อยากจะเปลี่ยนไปเขียนเรื่องใหม่อีก

ถ้าเป็นอย่างนี้บอกได้เลยค่ะว่างานที่เขียนคงไม่มีทางจบแม้แต่เรื่องเดียวแน่ ทางแก้คืออดทนเขียนไปก่อน อย่าเปิดเรื่องใหม่จนกว่าจะเขียนเรื่องเก่าจบ จบแล้วถ้ายังไม่ชอบไม่เป็นไรค่ะเก็บไว้สักพักก่อนทิ้งไว้สักเดือนแล้วค่อยมาขัดเกลาแก้ไข แก้ไปเรื่อยจนกว่าจะถูกใจเราแล้วค่อยส่งไปที่สำนักพิมพ์หรือนิตยสารส่งแล้วไม่ต้องรอคำตอบนะคะ เริ่มลงมือเขียนเรื่องใหม่ได้เลยเพราะถ้าทางนิตยสารตอบรับคุณจะได้มีเรื่องใหม่เสนอต่อเนื่อง หรือถ้าเขาปฏิเสธคุณก็เอาเรื่องเก่ามาแก้ไขแล้วส่งเรื่องใหม่ไปให้พิจารณา งานจะได้ต่อเนื่องค่ะข้อสำคัญของนักเขียนใหม่คืออย่าท้อ ถ้ารักจะเขียนจริง ๆต้องไม่กลัวกับตระกร้าบรรณาธิการค่ะ

คิดๆ เท่าไหร่คิดไม่ออกเสียที

ปัญหาอย่างหนึ่งที่นักเขียนใหม่มักเผชิญ(หรือแม้แต่ตัวดิฉันเองยังเจออยู่บ่อยครั้ง) คือติดขัดในบางจุด อย่างเช่นคิดคำพูดไม่ออกไม่รู้จะสร้างเหตุการณ์ต่อเนื่องอย่างไร หรืออธิบายความรู้สึกนึกคิดของตัวละครนั้นๆ ไม่ได้

วิธีแก้ปัญหาโดยส่วนตัวคือถ้าคิดไม่ออกก็ไม่ฝืนเขียน จะหยุดงานนั้นแต่ไม่หยุดคิดหาอะไรอย่างอื่นทำแต่ยังคิดไปเรื่อย ๆ ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรดี และเกิดเวลาผ่านไปสิบวันแล้วยังแก้ไม่ตกทีนี้ต้องนั่งโต๊ะแล้วค่ะ ลองเขียนฉากที่ติดขัดนั้นออกมาหลายๆ แบบ ขึ้นต้นหรือใช้คำพูดต่าง ๆ กันแล้วลองอ่านออกเสียงดัง ๆ ดูดูว่าภาษาลื่นไหลไหม เหมาะสมไหม ดูว่าฉากแบบไหนเหมาะสมที่สุด แล้วเขียนไปก่อนจากนั้นก็ดำเนินเรื่องต่อ ถ้าผลออกมายังไม่น่าพอใจจริง ๆปล่อยทิ้งไว้สักพักแล้วค่อยกลับมา ทบทวนแก้ไขในจุดที่เคยติดขัดอีกทีบางเรื่องของดิฉันเคยแก้กันเป็นบท ๆ แก้อยู่สามรอบสี่รอบก็มีค่ะ

เคล็ดที่ไม่ลับ

เคล็ดอย่างหนึ่งที่ดิฉันถือมาตลอดในการเขียนหนังสือคือเขียนเรื่องที่ตัวเองชอบอ่าน ไม่ฝืนเขียนอะไรที่ตัวเองไม่ชอบหรือไม่รู้เพราะดิฉันถือเสมอว่าตัวเองเป็นผู้อ่านคนแรก ถ้าเขียนออกมาแล้วผู้อ่านคนแรกไม่ชอบจะมีคนอ่านที่ไหนชอบงานของเราอีก

การส่งงานไปตามนิตยสารก็เป็นเรื่องสำคัญดูแนวการเขียนของตัวเองให้เข้ากับแนวนิตยสารหรือสำนักพิมพ์ที่จะส่งเรื่องไปนะคะลองอ่านนวนิยายหรือเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์อยู่เป็นแนวถ้าเห็นว่าใช่โทนเดียวกับเรื่องของเราก็ส่งไป ถ้าไม่ใช่ก็หาเล่มอื่นจำไว้เลยนะคะถ้าคุณเขียนเรื่องรักโรแมนติก ต่อให้เรื่องคุณดีแค่ไหนแต่ถ้าคุณเลือกส่งไปนิตยสารวิเคราะห์ข่าว คุณอาจจะไม่ได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์ก็ได้เพราะแม้นิตยสารจะเปิดกว้างสู่ผู้อ่านทุกแนวหากแต่ละเล่มก็ยังมีแนวทางหลักของตัวเองอยู่ค่ะ

คำเตือน

สิ่งที่ดิฉันเขียนเล่ามาทั้งหมดส่วนมากนำมาจากประสบการณ์ส่วนตัวนะคะอย่าถือจริงจังว่าเป็นหลักอะไรใหญ่โต เป็นข้อเสนอแนะและหวังว่าจะช่วยอะไรผู้ที่อยากเขียนได้บ้างเท่านั้น

สิ่งสำคัญอีกข้อของการจะเป็นนักเขียนคือต้องอดทนอดทนเขียนไม่หยุดไม่ท้อ อดทนที่จะได้รับการปฏิเสธ และอดทนรอคำตอบรับจากบรรณาธิการอย่าคิดว่าส่งเรื่องไปแล้วสามวันเจ็ดวันจะได้รับการตอบรับนะคะให้นึกถึงกองบรรณาธิการที่มีคนทำงานหยิบมือกับกองต้นฉบับเป็นร้อยเป็นพันที่ส่งมาจากทั่วประเทศทางกองต้องใช้เวลาอ่านเวลาพิจารณาตามคิวค่ะ ฉะนั้นอาจจะช้าหน่อยถึงช้ามากเรื่องสั้นขนาดห้าตอนจบเรื่องบ้านอัญชันของดิฉันใช้เวลาหนึ่งปีก่อนที่ขวัญเรือนจะตอบรับเรียกว่าลืมไปแล้วว่าส่งไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉะนั้นการรอการตอบรับแล้วค่อยเริ่มงานจึงเป็นเรื่องเสียเวลามากค่ะส่งงานไปแล้วให้เริ่มงานใหม่เลย

ขออวยพรและเป็นกำลังใจให้นักเขียนหน้าใหม่ทุกท่านค่ะอย่าลืมว่านักเขียนทุกคนที่ยืนอยู่บนถนนสายหนังสือวันนี้ผ่านการเป็นนักเขียนหน้าใหม่นักเขียนโนเนมมาแล้วทั้งสิ้น ทุกคนต้องเริ่มจากการนับหนึ่งเหมือนกันหมดฉะนั้นอย่าท้อแท้และอย่ามุ่งหวังสูงเกินไปตั้งแต่เริ่มต้น ค่อย ๆทำงานตั้งใจทำให้ดีที่สุด ทำอย่างต่อเนื่องแล้ววันหนึ่งคุณจะได้ยืนในจุดที่คุณมุ่งหวังเอง

โชคดีค่ะ

กฎกติกา มารยาท ในการใช้กระดานข่าว คุยกับ ว.วินิจฉัยกุล

นักเขียนต้องอาศัยอะไรเป็นพื้นฐาน

ข้อแรก

ถ้าอยากเป็นนักกีฬาก็ต้องมีร่างกายแข็งแรง เป็นพื้นฐาน
ถ้าอยากเป็นนักเขียน พื้นฐานแรกคือ?

จินตนาการจินตนาการ คือความคิดฝันที่จัดระเบียบได้ ไม่ใช่เพ้อฝันฟุ้งซ่านสามารถควบคุมความคิดให้เป็นรูปเป็นร่าง มีต้นมีปลาย มีเหตุผลและแยกออกว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความคิดฝันที่สร้างขึ้นมาคุณสร้างจินตนาการให้เป็นเรื่องราวขึ้นมาได้ไหม

ข้อที่สอง

นักเขียนต้องสังเกตเห็นแสงสี กลิ่น รส สัมผัส ได้ไวจากสรรพสิ่งรอบตัว เคยสังเกตไหมว่า ท้องฟ้า ทะเล กรวด หินดิน ทราย ตึกอาคาร บ้านไม้ใหม่และเก่า ฯลฯ มีสีอะไรบ้างปะปนอยู่ในของชนิดเดียวจำได้ไหมว่า วันๆคุณเดินผ่านต้นไม้อะไรบ้าง ใบของมันต่างกันอย่างไรรูปทรงของสิ่งของที่กระทบสายตาคุณ ชวนให้คุณจดจำได้มากน้อยแค่ไหน เสียงล่ะ...เสียงอะไรบ้างที่สะดุดหู นอกเหนือจากเสียงเพลง เดินไปตามถนน คุณได้กลิ่นอะไรบ้างวันๆ รสล่ะ...รสของของกิน รสของอารมณ์ ในแต่ละช่วงของวันรสของบรรยากาศที่มากระทบ สัมผัสล่ะ...นอกเหนือจากความแข็งหรืออ่อนนุ่มของวัตถุ คุณมองเห็นความแข็งกระด้าง และความอ่อนโยนของนิสัยคนรอบตัวคุณไหม แยกออกหรือเปล่าว่าเขาสองสิ่งนี้ มากน้อย ปะปน หรือมีอยู่เดี่ยวๆ

พื้นฐานการเขียน

เราจะเริ่มต้นงานเขียนอย่างไรดี

ลองวาดภาพดูซิว่าเรื่องสั้นของคุณ เป็นหนึ่งในจำนวนหลายๆเรื่อง วางอยู่ตรงหน้าอาจารย์/บรรณาธิการ/คนอ่านนิตยสาร ซึ่งจะอ่านได้ทีละเรื่องเขากวาดสายตามอง ตัดสินใจว่าจะเลือกอ่านเรื่องไหนก่อนเป็นเรื่องแรกอะไรกระทบสายตาก่อน... อ๋อ ชื่อเรื่อง แน่นอน ถ้าชื่อเรื่องสะดุดตาก็จะสะดุดใจเขา ให้หยิบขึ้นมาอ่านนักเขียนหน้าใหม่อย่างคุณตั้งชื่อเรื่องให้เก๋ แปลก เท่ โดนใจ ไม่ซ้ำแบบใครจะมีโอกาสดีกว่า เป็นลำดับแรก อย่าเอาชื่อที่อาจจะซ้ำกับคนอื่นได้ง่ายหรือชื่อธรรมดาๆ ดาษดื่น จนเขาอยากมองข้าม เอาไว้ให้คุณเป็นนักเขียนอาชีพมีคนอ่านประจำแล้ว จะตั้งชื่ออย่างไรก็ได้เพราะยังไงก็มีคนตามอ่านเพราะเชื่อฝีมือคุณอยู่แล้ว อย่างที่สองคือชื่อเรื่องควรจะสื่อหัวใจของเรื่อง ว่าเกี่ยวกับอะไรเป็นการให้คนอ่านเตรียมใจไว้ก่อน และเลือกได้ตามรสนิยมเขาว่าจะอ่านหรือไม่ชื่อเรื่อง..สมมุติว่า....ชื่อ "คิดถึงเธอเพียงพรุ่งนี้" แต่เนื้อเรื่องอ่านๆไป เอ๊ะ !กลับใกล้ๆ " ๒๔๙๙อันธพาลครองเมือง" คนอ่านอาจจะรู้สึกว่าคุณหลอกหรือเล่นตลกกับเขา หรือคิดว่าคุณตั้งชื่อไม่เป็น เครดิตคุณก็ลดลง ใครจะเข้าใจว่า คุณทำเท่เพื่อความคิดสร้างสรรค์ คุณเป็นคนเขียนก็จริง แต่สิทธิ์การตีความเป็นของคนอ่านคุณไม่มีทางตามไปอธิบายกับพวกเขาได้หมดทุกคน หรืออธิบาย เขาอาจไม่เชื่อก็ได้ชื่อเรื่อง เป็นการฝึกความคิดสร้างสรรค์ของคุณเป็นอันดับแรกว่าใครจะหาถ้อยคำได้น่าสนใจ และตรงตามเป้าหมายของเรื่อง ได้มากน้อยกว่ากัน

สร้างกันยังไงดีถึงจะได้เรื่องขึ้นมา

เนื้อเรื่องมีอยู่ทั่วไปรอบตัวตราบใดที่ยังมีมนุษย์ มีการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนักเขียนก็ยังมีเรื่องให้เขียนถึงอยู่เสมอ เรื่อง คิดง่ายๆ....ใคร ทำอะไร...เกิดอะไรขึ้นจากการกระทำนั้น...มีปมปัญหาอะไรจากการกระทำนั้น...เขาหาทางออกยังไงคลี่คลายออกมาได้ด้วยวิธีไหน จบนี่คือสูตรการแต่งเรื่องสั้นแบบที่มีกันมานานที่สุด และแพร่หลายมากที่สุดเรื่องสั้นสมัยใหม่บางเรื่อง อาจจะมีไม่ครบตามแบบนี้ มีแค่ใคร ทำอะไรแล้วก็ทิ้งค้างไว้อย่างนั้น ไม่ต้องมีตอนจบ หรือจบให้คิดเอาเองสมชายออกจากบ้านในวันหยุด เพื่อไปเที่ยวเกาะสมุย เขานั่งรถทัวร์ไปถึงก็ จบเรื่องอย่างนี้ เมื่อก่อนไม่ถือว่าเป็นเรื่องสั้น เพราะไม่ได้เกิดปัญหาอะไรขึ้นกับสมชายไม่มีการคลี่คลายปมปัญหาจากเรื่อง ลงไปสู่ทางออกของสมชายในตอนจบ แต่สมัยนี้ สมชายนั่งคิดรำพึงรำพันกับสภาพแวดล้อมที่เห็นตั้งแต่กรุงเทพ ไปจนถึงเกาะ สมุย ก็อาจจะเป็นเรื่องสั้นได้ ๑ เรื่องส่วนจะสนุกหรือไม่สนุก คนอ่านจะสมใจหรือผิดหวัง เป็นอีกเรื่องหนึ่งเรื่องที่มีครบตามสูตรแบบ มักจะให้ความหนักแน่น มีเนื้อหา และทำให้คนอ่านรู้สึก "ได้ครบ"เมื่ออ่านจบ แต่เรื่องสั้นแบบอื่นๆที่ขาดตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง อาจจะเป็นแนวใหม่ หลีกเลี่ยงความซ้ำซากของแนวเก่าเพื่อท้าทายความคิดคนอ่านก็ได้ ขึ้นอยู่กับใจรักของคนแต่งและคนอ่านรับสารได้มากน้อยแค่ไหน

ตัวละครเรารู้จักเขาอยู่คนเดียวไม่พอ ต้องทำให้คนอ่านรู้จักด้วย

คุณเลือกมาสร้างได้ทั้งนั้นละเพศไหน วัยไหน ชาติไหน อาชีพอะไร หน้าตาเป็นยังไง ไม่มีกรอบหรือกฎเกณฑ์บังคับจะดีหรือทราม โง่หรือฉลาด ตื้นหรือลึก...ก็ตามใจคุณแต่ตัวละครที่คนอ่านมักจะอ้าแขนต้อนรับคือตัวละครที่คุณทำให้คนอ่านพลอยรู้จักดีไปด้วย เกิดความรู้สึกว่า...ฉันมองเห็นเขาและเธอในเรื่อง ชัดแจ๋วเลยนะ ยิ่งชัดเท่าไรก็ยิ่งน่าสนใจติดตามอ่าน และน่าประทับใจ นักเขียนจะทำให้คนอ่านรู้สึกอย่างนี้ได้เป็นผลสำเร็จ ก็ต่อเมื่อตัวนักเขียนเอง รู้จักตัวละครเหล่านี้ทะลุปรุโปร่งเสียก่อนนักเขียนบางคนจึงเลือกสร้างตัวละครจากคนจริงๆที่เขาคุ้นเคยไงเล่านิยายดังระดับโลกตั้งหลายเรื่อง ก็เอามาจากชีวิตจริง...ไม่ใช่ของใครอื่น...ของคนเขียนเองน่ะแหละ ใครจะมารู้จักคนในครอบครัวเราดีเท่าตัวเราชีวิตในวัยเยาว์ของ ชาลส์ ดิกเกนส์ สะท้อนอยู่ใน David Copperfield,D.H. Lawrence พูดถึงพ่อแม่ตัวจริงของเขาไว้ใน Sonsand Lovers, ชีวิตของครอบครัวนักบุกเบิกที่ได้ชื่อว่าเป็นวรรณกรรมอเมริกันชั้นเยี่ยมของสหรัฐอเมริกาได้รางวัล Newberry Award มาแล้วคือชุด บ้านเล็ก(LittleHouses Series )ของ Laura Ingalls Wilder ใครอ่านก็จะเห็นภาพชีวิตที่แจ่มชัดของพ่อ แม่ แมรี่ ลอร่า แครี่และเกรซล้วนมีพื้นฐานมาจากครอบครัวจริงๆของผู้เขียนเองความสัมพันธ์ดีงามของแม่เลี้ยงและลูกเลี้ยง ระหว่างคุณแสและวิมล ใน "ผู้ดี" ของ " ดอกไม้สด" ก็เป็นความประทับใจจากชีวิตในวังเทเวศร์ของเธอประสบการณ์เหมืองแร่ในเรื่องสั้นของอาจินต์ ปัญจพรรค์ มาจากประสบการณ์ชีวิตของเขา "เจ้าพ่อ- เจ้าเมือง" ก็เป็นชีวิตที่มีเค้ามาจากประสบการณ์ช่วงหนุ่มของคุณพ่อของศิลปินแห่งชาติผู้นี้สาวน้อยสกาวเดือนของ "พนมเทียน" มีที่มาจากคุณสุมิตรา วิเศษสุวรรณภูมิ คู่ชีวิตของคุณ "พนมเทียน"เอง ไกลจากครอบครัวออกมาอีกหน่อย คือเพื่อนฝูง คนใกล้ๆในสังคมที่คุณเคยคบหา พบปะคลุกคลีด้วย อาเสี่ยกิมหงวน ผู้โด่งดังใน"สามเกลอ"ของป.อินทรปาลิตมีที่มาจากหนุ่มลูกจีนร่างผอมสูง สวมแว่นขอบกระ นิสัยเป็นเจ้าสัวเขาเป็นเพื่อนสนิทของคุณ ป.ชื่อ "เพ่งอัน"หรือ "เผ่งอัน" "มนันยา" เขียน "ชาวเขื่อน"ที่โด่งดังในสตรีสารเมื่อ ๒๐ ปีก่อนจากการใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในเขื่อนกิ่วลม พบปะคุ้นเคยกับเพื่อนๆชาวชลประทานทุกคนย่อมมีคนใกล้ชิด มีประสบการณ์ชีวิตที่เห็นจากพวกเขาไม่ลองดึงเขามาเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างตัวละครของคุณสักหน่อยหรือ?

ภาษาสวยๆ..ภาษาดีๆ...ภาษาน่าอ่าน

ภาษาเป็นสีสันและรสชาติของหนังสือเรื่องบางเรื่องที่มีเนื้อหาเหมือนกัน แต่กลายเป็นเรื่องต่างระดับกันด้วยภาษาคิดดูงาย ถ้าเอา " ขุนช้างขุนแผน " มาเล่าใหม่อย่างละเอียดลออด้วยภาษาของเราเอง เราอาจจะได้เรื่องใหม่ ที่รู้เรื่องเท่าฉบับวรรณคดีแต่เราจะไม่มีวันได้ภาษางดงามจับใจเท่าฉบับจริง นิยายรัก ๒ เรื่องโครงเรื่องเหมือนกัน เรื่องหนึ่งถูกมองข้ามไปแต่อีกเรื่องกลับตรึงใจคนอ่านได้ยาวนาน เพราะผู้เขียนใช้ภาษาน่าอ่านกว่ามากข้อนี้เป็นข้อได้เปรียบของนักเขียน Shakespeare เขียนบทละครของเขาขึ้นจากเค้าโครงเรื่องเดิมที่มีผู้เขียนมาแล้วอย่าง As You Like It ( พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลให้ชื่อว่า "ตามใจท่าน") จากเค้าโครงเรื่องRosalyne ของ Richard Greene มาถึงทุกวันนี้งานของเชกสเปียร์ยังเป็นอมตะ แต่งานของกรีน ถูกลืมเลือนไปแล้วยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ถ้าขอให้บรรยายถึงค่ำคืนที่มีพายุร้าย ขณะอยู่กลางป่าคุณอาจใช้ภาษาว่า "มืดมาก ลมเริ่มพัดแรงจนต้นไม้ล้มฟ้าแลบแล้วก็ผ่าลงมา ต่อจากนั้นฝนก็ตกหนักไม่ลืมหูลืมตาป่าทั้งป่าสั่นสะเทือนด้วยแรงพายุน่ากลัว" ลองมาดูใจความเดียวกันแต่เขียนด้วยภาษาของ "พนมเทียน" ใน "เพชรพระอุมา" ฝนฟ้ายิ่งทวีความแรงกล้าขึ้นทุกขณะเสียงไม้ใหญ่หักล้มอยู่โครมครืน ระคนไปกับสายอสุนีบาต ทุกครั้งที่ฟ้าแลบมองเห็นป่าลู่ระเนนไปด้วยอำนาจพายุกลางสายฝนอันหนาทึบ แล้วก็ดับวูบครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างให้มืดทะมึนเหมือนอยู่ในเหวนรกต่อไป ภาษาแบบไหนทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนกว่ากัน ?

ลุ้นระทึกกันยังไงกว่าจะจบเรื่องได้

การที่จะให้คนอ่านเพ่งสายตาไปตามตัวหนังสือหน้าแล้วหน้าเล่า จนกระทั่งจบ เป็นเรื่องหนักใจที่สุดเรื่องหนึ่งของนักเขียนเพราะเขามีสิทธิ์อ้าปากหาว แล้วปิดหนังสือในนาทีไหนก็ได้ทั้งนั้นนักเขียนต้องทำให้เขาอยากรู้อยากเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นในหน้าถัดไป...ถัดไป..และถัดไป - สร้างเงื่อนปมรอการไขปัญหาให้เขาตามติดไปจนพบในหน้าสุดท้าย เรื่องลึกลับสืบสวนฆาตกรรมใช้วิธีนี้ - สร้างความขัดแย้งของตัวละครเอกให้คนอ่านตามเชียร์ ว่าฝ่ายไหนชนะ (ถ้าพระเอกขัดแย้งกับคู่แข่ง)หรือทั้งคู่ปรับความเข้าใจกันได้ (ถ้าพระเอกขัดแย้งกับนางเอก)- สร้างบทสนทนาให้คมคาย สนุกสนาน น่าอ่าน เวลาตัวละครโต้ตอบกันเพื่อจะลุ้นว่าจะจบลงแบบไหน - สร้างสถานการณ์ให้บีบรัดตัวละครครั้งแล้วครั้งเล่า คนอ่านจะตามดูว่าพวกเขาจะหาทางออกอย่างไร - สร้างฉากและการบรรยายภาพให้เห็นจริงเห็นจังเพื่อคนอ่านจะได้รู้สึกเหมือนตามตัวละครเข้าไปอยู่ในเรื่องด้วย ตัวละครจะไปทางไหนคนอ่านก็ตามลุ้นกันไปทางนั้น "เพชรพระอุมา"นวนิยายยาวที่สุดของไทย มีครบหมดทุกข้อ เราจึงตามอ่านกันได้ไม่เบื่อไม่เชื่อก็ลองนับดู

คนเขียนเป็นฝ่ายบรรยายตัวละครเป็นฝ่ายพูด

นักเขียนหน้าใหม่ต้องแยกให้ออกระหว่างภาษาบรรยายและภาษาพูดในเรื่อง เวลาบรรยาย ใช้ภาษาเขียน เวลาพูดในบทสนทนา ใช้ภาษาพูดถ้าคนเขียนสมมุติตัวเป็นตัวละครในเรื่อง เล่าจากประสบการณ์ใช้ภาษาพูดในบทบรรยายได้

แล้วเราก็จบเรื่องลงได้

วางโครงเรื่องเสียแต่แรกว่าจะจบอย่างไรแล้วเขียนตามนั้น เหมือนสถาปนิกมีพิมพ์เขียวก่อนสร้างบ้าน ถ้าเขียนไปคิดไป อาจจะงงจนจบไม่ลง เวลาจบเรื่อง สำหรับนักเขียนใหม่ เก็บให้หมดถึงปัญหาที่ค้างๆไว้ในเรื่องตัวไหนตาย คนอ่านต้องรู้ คนไหนผิดหวัง สมหวัง หรือหิ้วกระเป๋าออกนอกจากฉากในตามยถากรรมคนอ่านต้องมองเห็น พูดง่ายๆ ตอนจบ ทุกคนมีที่ลงไม่เคว้งคว้างเหมือนเครื่องบินหาสนามลงไม่ได้ ปัญหาก็แก้กันลงตัวทุกอย่างก็กระจ่างออกมาในตอนจบ เอาไว้เป็นนักเขียนเก่าก่อนแล้วค่อยพลิกแพลงเป็นแบบอื่น เช่นไม่ยอมจบง่ายๆ ทิ้งท้ายไว้ให้คิด

 

ที่มา:http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=yourdearangie&month=03-10-2012&group=3&gblog=3

comments